*กระบวนการหายใจ

กระบวนการหายใจ

          อากาศเมื่อเข้าสู่ปอดจะไปอยู่ในถุงลม ซึ่งมีลักษณะกลมคล้ายลูกองุ่น ปอดแต่ละข้างจะมีถุงลมข้างละ 150 ล้านถุง แต่ละถุงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 0.1 มิลลิเมตร ถุงลมทุกอันจะมีหลอดเลือดฝอยมาห่อหุ้มไว้ การแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน ไนโตรเจน และไอน้ำ ผ่านเข้าออกถุงลมโดยผ่านเยื่อบางๆของถุงลมเลือดจากหัวใจมาสู่ปอด เป็นเลือดที่มีออกซิเจนต่ำ คาร์บอนไดออกไซด์สูง เมื่อมาสู่ถุงลมจะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สโดยออกซิเจนในถุงลมจะแพร่เข้าสู่เส้นเลือด ขณะเดียวกันคาร์บอนไดออกไซด์ในเส้นเลือดจะแพร่เข้าสู่ถุงลม แล้วขับออกทางลมหายใจออก

          การหายใจเข้า

แหล่งที่มา : กุสุมาวดี  คำเกลี้ยง และคณะ. สุขศึกษา 5. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์เอมพันธ์, 2558.

          ขณะหายใจเข้า

          เกิดจากกล้ามเนื้อกะบังลมหดตัว ทำให้แผ่นกะบังลมเลื่อนต่ำลงมาทางช่องท้อง เป็นการเพิ่มปริมาตรของช่องอกในแนวตั้ง เนื่องจากเนื้อเยื่อปอดอยู่ประชิดแนบสนิทกับกะบังลม และช่องว่างระหว่างเนื้อเยื่อปอดกับกะบังลมเป็นสุญญากาศ เมื่อกะบังลมเลื่อนต่ำลงจึงดึงเนื้อเยื่อปอดให้ขยายตัวตามแนวตั้งด้วย ความดันภายในปอดจึงลดลง อากาศจากภายนอกจึงเข้ามาแทนที่ได้

          การหายใจออก

 

         แหล่งที่มา : กุสุมาวดี  คำเกลี้ยง และคณะ. สุขศึกษา 5. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์เอมพันธ์, 2558.

 ขณะหายใจออก

     เมื่อกล้ามเนื้อกะบังลมหรือกล้ามเนื้อยึดระหว่างซี่โครงด้านนอกคลายตัว เนื่องจากผนังช่องอกและเนื้อเยื่อปอดมีความยืดหยุ่นทั้งผนังช่องอกและเนื้อเยื่อปอดจะหดตัวกลับสู่ปริมาตรเดิม ทำให้ความดันภายในปอดเพิ่มสูงขึ้นกว่าความดันบรรยากาศ อากาศจึงไหลออกจากปอดสู่บรรยากาศภายนอก คนปกติขณะพักจะหายใจประมาณ 16 ครั้งต่อนาที แต่ละครั้งสูดอากาศประมาณ 400-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ระหว่างออกกำลังกายการหายใจจะถี่ขึ้น และปริมาณอากาศแต่ละครั้งจะมากขึ้น ในการออกกำลังกายหนักเต็มที่อัตราการหายใจจะสูงกว่า 50 ครั้งต่อนาที ปริมาณอากาศแต่ละครั้งจะมากถึง 300 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมากกว่านั้น การเพิ่มของการหายใจเป็นปฏิภาคกับความหนักของการออกกำลังกาย (ปริมาตรการหายใจต่อนาทีหรืออัตราการหายใจคูณด้วยปริมาตรการหายใจแต่ละครั้ง) การเพิ่มการหายใจระหว่างการออกกำลังกายเป็นความพยายามของร่างกายที่จะรับออกซิเจนให้เพียงพอกับความต้องการและขับถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นออกไป  ในภาวะที่ร่างกายออกกำลังกายที่มีความหนักคงที่และปริมาตรอากาศหายใจต่อนาทีคงที่ ปริมาณการรับออกซิเจนของร่างกายจะเท่ากับความต้องการออกซิเจนของร่างกายขณะนั้นการหายใจทางจมูกถูกหลักทางสรีรวิทยามากกว่าการหายใจทางปากเพราะจมูกมีขนกรองฝุ่นละออง มีเยื่อเมือกทำให้อากาศชุ่มชื้นและอบอุ่น ในการออกกำลังกายที่ไม่หนักมากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสูดอากาศทีละมากๆ การหายใจทางจมูกถูกสุขลักษณะดีกว่า แต่การออกกำลังกายหนักที่ต้องการอากาศถ่ายเทเข้าออกทีละมากๆ การหายใจทางจมูกไม่เพียงพอ            จึงจำเป็นต้องหายใจทางปากด้วย ในช่วงแรกอาจใช้ช่วยในการหายใจออก ในขั้นหนักเต็มที่ต้องหายใจเข้า-ออกทางปากด้วยทั้งนี้ใช้ได้สำหรับการออกกำลังกายในระยะสั้น

อาการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ  มีดังนี้

1.      การจาม เกิดจากการหายใจเอาอากาศที่ไม่สะอาดเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจึงพยายามขับ

สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมานอกร่างกาย โดยการหายใจเข้าลึกแล้วหายใจออกทันที 
          2. การหาว เกิดจากการที่มีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป จึงต้องขับออกจากร่างกาย โดย การหายใจเข้ายาวและลึก เพื่อรับแก๊สออกซิเจนเข้าปอดและแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด 
          3. การสะอึก เกิดจากกะบังลมหดตัวเป็นจังหวะ ๆ ขณะหดตัวอากาศจะถูกดันผ่านลงสู่ปอด

ทันที ทำให้สายเสียงสั่น เกิดเสียงขึ้น 
          4. การไอ เป็นการหายใจอย่างรุนแรงเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในกล่องเสียง

และหลอดลม ร่างกายจะมี การหายใจเข้ายาวและหายใจออกอย่างแรง .

 

โรคของระบบทางเดินหายใจ

1. โรคถุงลมโป่งพอง ( Ephysema)             

    โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดถูกทำลาย ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ

หอบเหนื่อย หายใจลำบาก        

สาเหตุของโรค สาเหตุของถุงลมโป่งพอง ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การสูบบุหรี่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจาก

การสูดดมสิ่งที่เป็นพิษ เช่น มลภาวะ ไอเสีย ฝุ่น สารเคมี เป็นระยะเวลานาน ๆ

2. โรคปอดจากการทำงาน

    2.1 โรคปอดดำ (Anthracosis) เกิดจากการสะสมผงถ่านคาร์บอนในปอดปริมาณมาก

    2.2 ลิโคซีส (Silicosisi) เกิดจากการหายใจเอาฝุ่นของซิลิคอนไดออกไซด ์(Sillicon dioxide) เข้าไป

( silica ซิลิกา สารประกอบชนิดหนึ่ง  สูตรเคมีคือ  SiO2 จุดหลอมเหลว  1,700 oC จุดเดือด  2,230 oC

 เป็นของแข็งไม่มีสีมีโครงสร้างผลึก 5 รูปแบบ ในธรรมชาติอยู่ในรูปของทราย คอวตซ์และหินบางชนิดใช้ใน

อุตสาหกรรมการผลิตแก้ว ผงขัด  วัสดุทนไฟ และผลิตภัณฑ์เซรามิก  เป็นต้น)

    2.3 แอสเบสโตซีส (Asbestosis) ซึ่งเกิดขึ้นจากการหายใจเอาฝุ่นในโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์

ซึ่งมีกลิ่นและฝุ่นของสีน้ำยาเคลือบ

3. โรคหืด คือ โรคของหลอดลมที่มีการตีบหรืออุดตันอันเนื่องมาจากมีการอักเสบของหลอดลม มีการหดเกร็ง

กล้ามเนื้อหลอดลม มีเสมหะที่เหนียวออกมามากโรคหืด มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ

               3.1 หลอดลมที่มีการตีบหรืออุดตันเป็นๆหายๆการตีบหรืออุดตันเกิดจาก กล้าเนื้อหลอดลมหดตัว

 เยื่อบุบวม มีการอักเสบ เสมหะมาก

               3.2 มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมร่วมด้วย

               3.3 หลอดลมมีสภาพไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น ควันต่างๆ กลิ่นที่แรง สารก่อภูมิแพ้

 

การสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบหายใจ

          1. อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือบริเวณที่มีมลภาวะ เพราะอาจทำให้มีโอกาสติดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรมีอุปกรณ์สำหรับป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากอนามัย ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

          2. หากิจกรรมนันทนาการต่างๆทำเพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดจะมีผลทำให้หายใจเร็ว ซึ่งเป็นการหายใจที่ไม่ถูกต้อง

          3. งดสูบบุหรี่ หรือใกล้ชิดกับบุคคลที่กำลังสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด เป็นต้น

          4. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ควรรักษาความอบอุ่นของร่างกายเสมอ หลีกเลี่ยงการตากน้ำค้างหรือตากฝน เพราะอาจทำให้เป็นหวัดได้

          5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของปอดทำงานได้ดีขึ้น

          6. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด วัณโรค เป็นต้น

          7. หมั่นดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้ดี เพื่อป้องกันการเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และตรวจสอบสมรรถภาพในการทำงานของปอดเป็นระยะๆ ถ้าเป็นไปได้ควรตรวจเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

          8. เมื่อเกิดความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและทำการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดถูกทำลาย ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง สาเหตุของถุงลมโป่งพอง ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การสูบบุหรี่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากการสูดดมสิ่งที่เป็นพิษ เช่น  ไอเสีย ฝุ่น สารเคมี เป็นระยะเวลานาน ๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ แต่ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น อาการก็จะแสดงชัดขึ้นตามลำดับ โดยอาการสำคัญที่พบบ่อยๆ ได้แก่ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่สามารถทำให้โรคถุงลมโป่งพองหายได้ แต่การใช้ยาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและปอดถูกทำลายช้าลง

                9. ดูแลร่างกายให้เหมาะสม เช่น ผักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์

Comments