*การทำงานของระบบไหลเวียนเลือด

การทำงานของระบบไหลเวียนเลือด

กระบวนการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดใน 1 รอบ เป็นกระบวนการที่เลือดต้องไหลผ่านเข้าสู่หัวใจ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก เลือดดำจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา จากนั้นหัวใจห้องบนขวาจะบีบตัวส่งเลือดไปยังหัวใจห้องล่างขวา แล้วจะถูกสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างขวาไปยังปอด เพื่อไปทำการฟอกหรือแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับแก๊สออกซิเจน      เมื่อเลือดมีปริมาณออกซิเจนสูงเพียงพอแล้ว เลือดก็จะกลับมายังหัวใจห้องบนซ้ายอีกครั้ง และไหลลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย จากนั้นหัวใจห้องล่างซ้ายจะบีบตัวเพื่อส่งเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมีลิ้นหัวใจแต่ละห้องเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนหลับ ซึ่งการปิดกั้นของลิ้นหัวใจจะเป็นตัวที่ทำให้เกิด การเต้นของหัวใจ (Heart Beat) ขึ้น

 

แหล่งที่มา : กุสุมาวดี  คำเกลี้ยง และคณะ. สุขศึกษา 5. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์เอมพันธ์, 2558.

 

แหล่งที่มา : กุสุมาวดี  คำเกลี้ยง และคณะ. สุขศึกษา 5. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์เอมพันธ์, 2558.

1. เลือดเสีย ( CO2 สูง ) จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา โดยไหลในหลอดเลือดดำ และผ่านลิ้นหัวใจไปยังหัวใจห้องล่างขวา เพื่อส่งไปปอด โดยไหลภายในหลอดเลือดแดง

2. เมื่อเลือดเสียเข้าสู่ปอด ปอดจะฟอกเลือดเพื่อให้เลือดเสียเปลี่ยนเป็นเลือดดี ( O2 สูง ) หรือเรียกว่า เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซ

3. เลือดดีออกจากปอด และไหลภายในหลอดเลือดดำ เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย

4. หัวใจห้องบนซ้าย จะส่งเลือดดีผ่านลิ้นหัวใจไปยังหัวใจห้องล่างซ้าย และหัวใจห้องล่างซ้าย ส่งเลือดดีไปเลี้ยงทั่วร่างกาย

การทำงานของลิ้นหัวใจ (Heart valve) มิใช่เป็นการปิด – เปิดอย่างง่ายๆ เท่านั้น ส่วนต่างๆ แต่ละส่วน คือ ห้องหัวใจแต่ละห้องต้องทำงานสัมพันธ์กันและร่วมกันทำงานกับลิ้นหัวใจอีกด้วย ลิ้นหัวใจทำหน้าที่เปิดให้เลือดผ่านและปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับที่เก่า

อัตราหัวใจ (Heart rate) คือ ความเร็วในการบีบตัวของหัวใจในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ โดยทั่วไปใช้หน่วย ครั้งต่อนาที ตามปกติวัดจากหัวใจของผู้ชาย เฉลี่ยประมาณ 72 ครั้งต่อนาที และผู้หญิงประมาณ 75 – 80 ครั้งต่อนาที อัตราหัวใจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับสรีรวิทยาของร่างกาย เช่น  ความต้องการออกซิเจนและการขับคาร์บอนไดออกไซด์ของร่างกาย สิ่งที่มีผลต่ออัตราหัวใจ ได้แก่ กิจกรรมของร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับ ความเจ็บป่วย การย่อยอาหาร และยาบางชนิด

ความดันเลือด (Blood pressure) คือ ความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเรียกว่า ความดันซิสดดตลิก (Systolic pressure) และเมื่อหัวใจพักคลายตัว ซึ่งเรียกว่า ความดันไดแอสโตลิก (Diastolic blood pressure) ความดันเลือดในส่วนต่างๆ ของระบบไหลเวียนเลือดไม่เท่ากัน โดยทั่วไปความดันเลือดแดงที่ส่งมาจากหัวใจนั้นมีความดันมากที่สุด ต่อจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนถึงหลอดเลือดดำใหญ่ที่จะเข้าหัวใจมีความดันน้อยที่สุด ความดันเลือดปกติ คือ 90 – 115/60 – 79 มิลลิเมตรปรอท ความดันเลือดจัดเป็นหนึ่งในสัญญาณชีพที่สำคัญที่สามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะสามารถบอกถึงอาการเบื้องต้นของโรคความดันเลือดสูง การทำงานของหัวใจและโรคหัวใจ

สัญญาณชีพ คือ อาการที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่ช่วยบอกถึงความปกติ หรือความผิดปกติของร่างกาย ประกอบด้วย 4 อาการที่แสดง คือ

1.       ชีพจร (อัตราการเต้นของหัวใจ) ปกติประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที

2.       อัตราการหายใจ ปกติประมาณ 12-18 ครั้งต่อนาที

3.       ความดันเลือด ปกติประมาณ 90/60 – 120/80 มิลลิเมตรปรอท

4.       อุณหภูมิของร่างกาย ปกติ ± 37  0.5 องศาเซลเซียส

การเสริมสร้างและดูแลการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ เลือด และหลอดเลือด ปัจจุบันโรคในกลุ่มหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองใหญ่ (อัมพฤกษ์ อัมพาต) และพบว่าทั้ง        3 โรค มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกโรคอย่างต่อเนื่อง

การเสริมสร้างและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด

1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลายและเหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ เป็นต้น

2. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันหรือคอเลสเตอรอล (Cholesterol) สูง เพราะนอกจากจะทำให้เป็นโรคอ้วนแล้ว ยังทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย

3. หมั่นดูแลสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ ควรตรวจวัดความดันโลหิต หรือตรวจเลือดเพื่อค้นหาโรคเบาหวานโดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีญาติป่วยเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น เพื่อที่จะได้ดำเนินการรักษาได้อย่างทันท่วงที

4. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการเสพสารเสพติดทุกชนิด

5. หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือเต้นแบบแอโรบิคก็ตามจะช่วยทำให้กระบวนการทำงานของหัวใจดีขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง แต่ทั้งนี้ควรเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกายด้วย

6. ควรหาเวลาในการพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และหากิจกรรมนันทนาการที่เหมาะสมกับตนเองเพื่อคลายเครียดจาดกิจวัตรประจำวัน ไม่หักโหมทำงานหนักมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะโรคหัวใจได้

7. ควรทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ เพราะจะส่งผลให้มีสุขภาพกายที่ดี หากบุคคลใดมีอารมณ์แปรปรวน หรือเคร่งเครียดเป็นประจำ อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

8. เมื่อเกิดความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ และทำการรักษาอย่างทันท่วงที

Comments