*กระบวนการขับถ่ายปัสสาวะ

กระบวนการขับถ่ายปัสสาวะ

        การทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะเริ่มขึ้นเมื่อโลหิตหรือพลาสมาไหลผ่านไตและหน่วยไตซึ่งในบริเวณนี้จะมีการกรองและการดูดซึมสารที่มีประโยชน์และน้ำบางส่วนกลับเข้าไปใช้ใหม่ในร่างกาย ในขณะที่สารซึ่งร่างกายไม่ได้ใช้ประโยชน์และน้ำบางส่วนจะถูกผลิตออกจากไตในรูปของปัสสาวะ และถูกขับออกมาจากไตไปเก็บยังกระเพาะปัสสาวะผ่านท่อไต เมื่อปริมาณของน้ำปัสสาวะภายในกระเพาะมีมากพอระบบประสาทที่ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะจะกระตุ้นให้ร่างกายมีการขับน้ำปัสสาวะออกมาทางท่อปัสสาวะต่อไป เมื่อร่างกายของคนเรานำน้ำเข้าสู่ร่างกายน้อย จะส่งผลให้การทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะด้อยประสิทธิภาพลง เพราะไตจะไม่มีน้ำที่นำเข้าไปให้ขับออกมา จึงต้องใช้น้ำในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นน้ำเลือดที่ไตดึงออกมาเพื่อจะได้มีการขับถ่ายที่ปกติ ดังนั้นเราจึงเห็นว่าปัสสาวะที่ขับออกมาจะมีสีเหลืองเข้ม

 

          น้ำปัสสาวะ เมื่อมีน้ำปัสสาวะผ่านเข้ามา ท่อไตก็จะบีบตัวเป็นระยะๆ เพื่อให้น้ำปัสสาวะลงสู่กระเพาะปัสสาวะทีละหยด จนมีน้ำปัสสาวะอยู่ในกระเพาะปัสสาวะประมาณ 200-250 ซีซี กระเพาะปัสสาวะจะหดตัวทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะ ในวันหนึ่งๆร่างกายจะขับปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร แล้วแต่ปริมาณน้ำ และอาหารที่รับเข้าสู่ร่างกาย

          โรคนิ่ว คือ มีการตกตะกอนของแร่ธาตุไปอุดตันทางเดินท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะลำบาก

โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบขับถ่าย

โรคลำไส้อักเสบ

                    - ต้นเหตุของโรคลำไส้อักเสบ คือ เกิดจากการติดเชื้ออะมีบาหรือที่เรียกว่าบิดมีตัว  จะมาจากอาหารการกิน คือ พบว่าการกินอาหารไขมันสูง กากน้อย จะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงมากขึ้น อาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า พบได้ในคนทุกวัย ส่วนมากจะเป็นๆหายๆ เป็นโรคที่ไม่มีอาการแทรกซ้อนร้ายแรง

            - อาการของโรค อาการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบริเวณและระยะของโรค บางรายอาจมีอาการ

เพียงแน่นท้อง ท้องอืด หรือ ปวดท้องร่วมกับมีอาการท้องเดิน อาจจะมีไข้ด้วย 

           - การตรวจร่างกาย การตรวจร่างกายและการตรวจเพื่อแยกแยะว่าไม่ได้เป็นความผิดของลำไส้

อื่นๆในระยะแรกอาจวินิจฉัยแยกจากโรคแผลลำไส้อักเสบได้ยาก ต้องอาศัยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ และต้องตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ 

โรคริดสีดวงทวารหนัก

                 เป็นโรคที่พบว่ามีคนไข้เป็นจำนวนมาก พบได้ในเพศหญิงและเพศชาย โดยปกติอาการใน

ระยะแรกจะไม่รุนแรง มักเป็นๆหายๆ เป็นโรคที่สามารถหาได้เองในระยะแรก แต่บางคนอาจมีการดำเนินของโรคขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว คนที่มีการดำเนินของโรคมากขึ้นจะมีจำนวนไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปี ก่อนจะถึงระดับที่รุนแรงจนกระทั่งต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัด

                สาเหตุของโรคนี้มีหลายอย่าง คือ ท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ ท้องเสียเรื้อรัง

ภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งสาเหตุนี้โรคริดสีดวงทวารสามารถหายเองได้หลังจากที่คลอดบุตรแล้ว และความชรา

             การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

1. ระวังอย่าให้ท้องผูก ควรรับประทานที่มีเส้นใยมากๆ เช่นผัก ผลไม้ และยาเพิ่มเส้นใย และต้องถ่ายอุจจาระอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง 

2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ โดยการออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ

3. ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อทำให้อุจจาระมีลักษณะนิ่มขึ้น

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

         อาการที่พึงระวัง 

1. มีการเปลี่ยนแปลงนิสัยในการถ่ายอุจจาระ ทั้งจำนวนครั้งและลักษณะของอุจจาระ

2. มีเลือดเก่าๆ และมูกออกทางทวารหนัก

3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรื้อรัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

4. น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ซีด หรือโลหิตจาง

5. คลำก้อนได้ที่บริเวณท้อง และมีการอุดตันของลำไส้ใหญ่

          การวินิจฉัย

1. ตรวจลำไส้ใหญ่โดยการสวนแป้งแบเรียมเข้าทางทวารหนัก แล้วถ่ายเอกซเรย์

2. การตรวจด้วยกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ สามารถดูรอยโรคได้ชัดเจน

3. การติดตามผลการรักษา ทำได้โดยการเจาะเลือดตรวจหา CEA

          การป้องกัน

1. ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่และควบคุมระบบการขับถ่ายให้เป็นเวลา

2. รับประทาน ผัก ผลไม้ เป็นประจำ

3. หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ส่วนไหม้เกรียม จากการปิ้ง ย่าง ทอด รมควัน

4. ลดอาหารไขมันสูง

5. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

การสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะ

1.ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย คือ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่ขับออกมาทางปัสสาวะ

2.ไม่ควรรับประทานผักที่มีปริมาณของสารออกซาเลต (Oxalate) สูง เช่น ใบชะพลู ยอดผัก หน่อไม้ เป็นต้น ในปริมาณมาก ๆ เนื่องจากผักเหล่านี้จะทำให้เกิดการสะสมของผลึกสารแคลเซียมออกซาเลต (Calcium Oxalate) ในไตหรือกระเพปัสสาวะ ซึ่งส่งผลอาจทำให้เกิดเป็น นิ่ว ได้

3. ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีปริมาณของสารฟอสเฟตสูง เราะช่วยลดอัตราการเกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้

4. ควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี

5. ควรทำกิจกรรมนันทนาการ เพื่อผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดมีผลต่อการทำงานของระบบร่างกายทุกระบบ ซึ่งรวมไปถึงระบบขับถ่ายปัสสาวะด้วย

6. ลดอาหารเค็ม การกินเค็มทำให้อัตราการกรองของเสียเพื่อขับถ่ายออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ไตทำงานมากขึ้น

7. ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้มีโอกาสเกิดการอักเสบติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้โดยง่าย

8. เมื่อมีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะขัด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ปัสสาวะมีสีผิดปกติ เป็นต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

Comments