เรื่องสุขภาพน่ารู้

15 อาการโรคมะเร็งในผู้หญิง ที่ไม่ควรละเลย

โพสต์8 ก.พ. 2561 19:54โดยSanan Wongphimol


ร่างกายของผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนปกตินั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้

Dr. Robyn Andersen นายแพทย์แหล่งศูนย์วิจัยมะเร็ง เฟรด ฮัทชินสันในซีแอตเทิล กล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการให้ความสนใจกับร่างกายว่ามีอะไรที่ผิดไปจากปกติหรือเปล่า อาการใหม่ๆ บางอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และคุณต้องทราบว่ามันหมายความว่าอะไร?

แล้วอะไรบ้างล่ะที่ต้องจับตาดูเอาไว้?

1. เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง
Advertisement

 
ก้อนในเต้านมส่วนมากแล้วจะไม่ใช่มะเร็ง แต่หมอก็จะตรวจเช็คอยู่ดู และคุณก็ควรรู้จักการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย

ผิวหนังเป็นรอยบุ๋ม หรือดึงรั้ง
หัวนมบุ๋ม
มีสารคัดหลั่งทางหัวนม
เกิดรอยแดง หรือหัวนมเปลี่ยนขนาด หรือสีผิวของหน้าอกเปลี่ยนแปลง
เพื่อหาสาเหตุของอาการ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายและถามคำถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ นอกจากนี้ยังอาจมีการทดสอบ อย่างเช่น แมมโมแกรม หรือการตรวจชิ้นเนื้อ โดยแพทย์จะตัดเอาเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ไปทดสอบ

2. อาการบวม
“ผู้หญิงมักจะมีอาการบวมเป็นปกติ รอดูอาการสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูว่ามันจะหายไปหรือไม่” Dr. Marleen Meyers แพทย์ด้านเนื้องอกวิทยา ที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone กล่าว

หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมันเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำหนักลดหรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ อาการท้องอืดอยู่เนืองๆ มักจะบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งรังไข่ คุณจึงควรตรวจอุ้งเชิงกรานและตรวจเลือดบ่อยๆ และตรวจอัลตราซาวน์ในบางที เพื่อมองหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งด้วย Dr. Andersen กล่าว

3. มีเลือดออกระหว่างมีประจำเดือน
ถ้าคุณยังมีประจำเดือนอยู่ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบว่าคุณพบเลือดออกมาในระหว่างมีรอบเดือน การมีเลือดออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน อาจมีหลายสาเหตุ ซึ่งอาการนี้แพทย์จะตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นมะเร็งมดลูก (หรือมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูก) หรือไม่

การมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนเป็นเรื่องไม่ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน

4. ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของขนาด, รูปทรง, และสีสันของขี้แมลงวัน หรือจุดต่างๆ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนังได้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและทดสอบอย่างละเอียด บางครั้งอาจต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อด้วย นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรรอคอย D. Meyers กล่าว

5. มีเลือดออกมาปะปนกับปัสสาวะหรืออุจจาระ
ควรบอกแพทย์ของคุณหากมีเลือดไหลออกจากร่างกายในส่วนที่มันไม่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการมาแล้วมากกว่า 1 หรือ 2 วัน Dr.Meyers กล่าว

อุจจาระปนเลือดออกมาบ่อยครั้งบ่งชี้ว่าเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร แต่ก็อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ส่วนปัสสาวะปนเลือดบ่อยครั้งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งที่ไต นายแพทย์ Herbert Lepor ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสาวะ ใน NYU’s Langone กล่าว

6. การเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำเหลือง
ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดเล็ก ขนาดประมาณเม็ดถั่วกระจายอยู่ทั่วร่างกาย การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ แต่โรคมะเร็งบางชนิด อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมได้เช่นกัน

ควรเข้าพบแพทย์หากคุณพบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย ที่กินเวลานานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น Dr.Meyers กล่าว

7. ปัญหาการกลืน
อาการกลืนลำบากในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนัก แต่หากมันเกิดขึ้นบ่อยๆ และร่วมกับมีอาการอาเจียนและน้ำหนักลดแล้ว ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แพทย์จะทำการตรวจหาโรคมะเร็งลำคอและมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยตรวจเช็คบริเวณลำคอและการกลืนแป้งแบเรี่ยม ซึ่งจะต้องดื่มสารพิเศษทึบแสงที่ช่วยให้มองเห็นลำคอได้ชัดขึ้นในระหว่างเอกซเรย์

8. น้ำหนักลดโดยไม่ได้พยายาม
ผู้หญิงส่วนมากอยากให้น้ำหนักลดหายไปเหมือนระเหยไปในอากาศ แต่การสูญเสียน้ำหนักเป็น 10 ปอนด์หรือมากกว่าโดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอาหารหรือออกกำลังกายเลยนั้น อาจเป็นสัญญาณของปัญหาได้

การสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจส่วนใหญ่แล้วอาจไม่ได้เกิดจากโรคมะเร็ง Dr.Meyers กล่าว “มันมักจะเกิดจากความเครียดหรือเกิดจากต่อมไทรอยด์ แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อน, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอดก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน”

แพทย์จะทำการทดสอบหลายอย่างเพื่อมองหาสาเหตุ รวมไปถึงการตรวจเลือดและ CT Scan ด้วย

9. อาการแสบร้อนในทรวงอก
การกินอาหารมากเกินไป, ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และความเครียด (บางครั้งก็สามอย่างรวมกัน) เป็นต้นเหตุของอาการแสบร้อนในทรวงอกได้ Dr. Meyers แนะนำให้คุณลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อลองดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่

แต่หากมันไม่ดีขึ้นเลย ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาการแสบร้อนกลางอกที่ไม่หายขาดหรือเลวร้ายลงอาจหมายถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งลำคอ หรือมะเร็งรังไข่ได้

10. การเปลี่ยนแปลงภายในช่องปาก
ถ้าคุณสูบบุหรี่ ให้สังเกตฝ้าสีขาวหรือสีแดงอ่อนภายในปาก หรือบนริมฝีปาก ทั้งสองชนิดเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งช่องปาก คุณควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการทดสอบและรักษาต่อไป

11. มีไข้
ไข้ที่ไม่ยอมหายและหาสาเหตุไม่ได้อาจหมายถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งเลือดชนิดอื่นๆ แพทย์ของคุณจะตรวจประวัติทางการแพทย์และทำการทดสอบร่างกายเพื่อหาสาเหตุต่อไป

12. ความเมื่อยล้า
ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกเมื่อยล้าเพราะชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่หากเป็นความเมื่อยล้าที่ไม่ยอมหายไป นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเมื่อยยล้าที่เกิดขึ้นหรือคุณมีอาการอื่นๆ ข้างเคียงด้วย อย่างเช่น มีเลือดออกมากับอุจจาระ แพทย์จะสอบถามถึงประวัติการแพทย์ในอดีตและตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุต่อไป

13. อาการไอ
การไอส่วนใหญ่แล้วจะหายไปใน 3-4 สัปดาห์ อย่าละเลยหากอาการไอกินเวลานานกว่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณสูบบุหรี่หรือหายใจไม่ออก หากไอออกมาเป็นเลือดให้รีบไปพบแพทย์ การไอแบบนี้ส่วนมากจะเป็นอาการของมะเร็งปอด

14. อาการปวด
โรคมะเร็งไม่ก่อให้เกิดอาการปวด แต่อาการปวดที่ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณของมะเร็งกระดูก, มะเร็งสมอง หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ ยิ่งโดยเฉพาะหากมีอาการมาเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น

15. ปวดท้องและซึมเศร้า
มันเป็นอาการที่หาได้ยาก แต่หากคุณปวดท้องร่วมกับมีอาการซึมเศร้าด้วยก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อนได้ แล้วคุณควรกังวลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวคุณเคยมีคนเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือเปล่า ดังนั้นจึงควรเข้าตรวจเช็คอาการนั่นเอง Dr. Meyers กล่าว

สุดยอด 15 อาหารล้างพิษในร่างกาย

โพสต์8 ก.พ. 2561 19:52โดยSanan Wongphimol


เมื่อพูดถึงการล้างพิษในร่างกายนั้น อาหารจัดได้ว่าเป็นยาที่ดีที่สุด คุณจะแปลกใจว่าในอาหารโปรดหลายชนิดนั้นช่วยล้างพิษในร่างกายคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น ตับ ลำไส้ ไต หรือผิวพรรณ ทั้งยังช่วยป้องกันการก่อตัวของสารพิษได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังปกป้องสารพิษจากมลภาวะรอบตัว การเสพติดอาหาร ควันบุหรี่มือสอง รวมไปถึงสารพิษชนิดอื่นๆ ด้วยการรับประทานอาหารผลไม้อร่อยๆ ผักสด ถั่ว และน้ำมันชนิดต่างๆ ดังนี้

1. แอปเปิ้ล
เพราะในแอปเปิ้ลอุดมไปด้วยเพคติน ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารชนิดที่สามารถดักจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายได้ ช่วยกำจัดสารพิษแล้วขับออกมาทางลำไส้ ถ้าจะให้ดีควรเลือกทานแอปเปิ้ลที่ปลูกแบบออแกนิก

2. อะโวคาโด
เรามักจะคิดแค่ว่าอะโวคาโดเป็นอาหารคลีน แต่ความจริงแล้วอะโวคาโดนี้เป็นแหล่งของสารอาหารที่ทรงพลัง ทั้งยังมีคอเลสเตอรอลต่ำ และช่วยขยายหลอดเลือด และช่วยปิดกั้นสารพิษที่เข้ามาทำลายหลอดเลือดแดง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีชื่อว่ากลูต้าไธโอน ช่วยต้านทานสารก่อมะเร็งได้อย่างน้อยถึง 30 ชนิดด้วยกัน อีกทั้งยังช่วยล้างพิษตับจากสารเคมีต่างๆ ได้

3. บีทรูท (ผักกาดแดง)

ในหัวบีทรูทนั้นมีสารประกอบตามธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ที่ช่วยในการฟอกเลือด และจัดเป็นพืชที่ช่วยในการล้างพิษตับได้อย่างดีเยี่ยม

4. บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่จัดเป็นอาหารเพื่อการบำบัดที่ทรงพลังอีกชนิดก็ว่าได้ เพราะในบลูเบอร์รี่นั้นมีแอสไพรินตามธรรมชาติที่ช่วยลดผลกระทบจากเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง และลดความเจ็บปวดลงได้ นอกจากนี้บลูเบอร์รี่ยังทำหน้าที่เป็นยาปฏิชีวนะด้วยการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการต้านไวรัสและป้องกันสารพิษเข้าสู่สมองได้ด้วย

5. กะหล่ำปลี
ในกะหล่ำปลีมีสาระต้านมะเร็งอยู่หลายชนิด และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกจำนวนมากช่วยให้ตับทำลายฮอร์โมนส่วนเกินออกไป อีกทั้งในกะหล่ำปลียังช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดสารพิษจากควันบุหรี่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างพิษของตับได้

6. ขึ้นฉ่าย
ทั้งขึ้นฉ่ายและเมล็ดขึ้นฉ่ายต่างก็ช่วยดีท๊อกซ์เลือดได้อย่างดีเยี่ยม มีสารต้านมะเร็งอยู่หลายชนิด ช่วยล้างพิษเซลล์มะเร็งออกไปจากร่างกาย ในเมล็ดขึ้นฉ่ายนั้นมีสารต้านการอักเสบอีกกว่า 20 ชนิด จึงช่วยกรองสารพิษที่พบในควันบุหรี่ออกไปได้

7. แครนเบอร์รี่
ช่วยล้างพิษร่างกายจากแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและไวรัสที่อาจตกค้างอยู่ในทางเดินปัสสาวะได้ เพราะในแครนเบอร์รี่นั้นมีสารที่เป็นทั้งยาปฏิชีวนะและต่อต้านไวรัสตามธรรมชาติอยู่มาก

8. เมล็ดลินิน

อุดมไปด้วยกรดไขมันสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดไขมันโอเมก้า 3 ทั้งเมล็ดลินินและน้ำมันเมล็ดลินินต่างก็สำคัญต่อการทำความสะอาดระบบต่างๆ ตลอดทั้งร่างกายได้

9. กระเทียม
ทานกระเทียมช่วยล้างแบคทีเรียที่เป็นพิษออกไปได้ รวมไปถึงพยาธิในลำไส้และไวรัสต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในเลือดและลำไส้ กระเทียมช่วยล้างพิษที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดแดง และยังช่วยต่อต้านมะเร็ง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยล้างพิษจากสารอันตรายภายในร่างกาย นอกจากนี้กระเทียมยังเป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำความสะอาดทางเดินหายใจด้วยการขับสารพิษออกจากปอดและไซนัส เพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุดควรเลือกทานเป็นกระเทียมสด เพราะในกระเทียมผงนั้นไม่มีคุณสมบัติดี ๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

10. เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)

ทานเกรปฟรุตในมื้อเช้าจะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากเส้นใยเพคตินที่ช่วยดักจับคอเลสเตอรอล ดังนั้นจึงช่วยทำความสะอาดเลือดได้ เพคตินยังช่วยดักจับโลหะหนักและนำพาออกไปจากร่างกาย นอกจากนี้เกรปฟรุตยังมีสารที่ช่วยต้านไวรัสจึงขจัดไวรัสที่ทำอันตรายออกไปได้ เกรปฟรุตจัดเป็นผลไม้ล้างพิษที่ยอดเยี่ยมสำหรับลำไส้และตับเลยทีเดียว

11. ผักคะน้า
ผักคะน้านึ่งมีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านมะเร็ง และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยล้างสารพิษออกไปจากร่างกายได้ ทั้งยังเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยทำความสะอาดทางเดินอาหาร คล้ายๆ กับกระหล่ำปลีนั่นเอง คะน้ายังทำให้สารที่พบในควันบุหรี่มีความเป็นกลาง และยังช่วยล้างพิษตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12. พืชตระกูลถั่ว
เพิ่มถั่วที่ปรุงสุกแล้วลงไปในอาหารมื้อต่อไปของคุณ มันเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้และรักษาระดับน้ำตาลในเลือด พืชตระกูลถั่วยังช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วยนะ

13. เลมอน

จัดเป็นสารล้างพิษตับชั้นเยี่ยม ในเลมอนประกอบไปด้วยวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการใช้เพื่อนำไปผลิตสารที่มีชื่อว่ากลูต้าไธโอน กลูต้าไธโอนช่วยล้างพิษตับจากสารเคมีอันตรายต่างๆ บีบน้ำเลมอนสักลูกผสมกับน้ำสะอาดแล้วดื่มทุกวันเป็นประจำช่วยล้างพิษในร่างกายได้

14. สาหร่ายทะเล
สาหร่ายทะเลเป็นพืชที่มักจะถูกละเลยในโลกตะวันตก จากการศึกษาที่มหาวิทยาลัย McGill ในมอนทรีออล พบว่าสาหร่ายทะเลช่วยดักจับสารกัมมันตรังสีในร่างกายได้ อีกทั้งยังดักจับโลหะหนักแล้วขจัดออกไปจากร่างกาย นอกเหนือจากนี้ในสาหร่ายทะเลยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุอีกเป็นจำนวนมากด้วย

15. ผักวอเตอร์เครส (สลัดน้ำ)
ถ้ายังไม่เคยทานผักวอเตอร์เครส อาจลองชิมด้วยการนำไปทำแซนวิชดูได้ ผักชนิดนี้เพิ่มเอนไซม์ที่ช่วยในการล้างพิษและเซลล์มะเร็งออกไปจากร่างกายด้วย จากการศึกษาในศูนย์วิจัยอาหาร Norwich ในประเทศอังกฤษ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่ที่ทานวอเตอร์เครส 170 กรัมต่อวันจะขจัดสารก่อมะเร็งผ่านออกมาทางปัสสาวะได้มากกว่าระดับปกติที่เคยขับออกมาจากร่างกาย

การกินผักและผลไม้ที่หลากหลายจัดเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมในการล้างเอาสารพิษที่เป็นอันตรายออกไปจากร่างกาย อีกทั้งมันยังอร่อยถูกปากรสชาติดีอีกด้วยนะ

10 ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น

โพสต์8 ก.พ. 2561 19:47โดยSanan Wongphimol



ดื่มน้ำอุ่น
การดื่มน้ำมีความสำคัญต่อร่างกายและวิถีชีวิต ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและผิวพรรณต่างเห็นตรงกันว่าการดื่มน้ำนั้นช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงและช่วยให้ผิวนุ่มแลดูอ่อนเยาว์ลง

การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำควรเป็นกิจวัตรสำหรับคนที่ใส่ใจในสุขภาพทุกคนควรควรปฏิบัติตามทุกวัน ดังนั้นการดื่มน้ำหนึ่งแก้วเมื่อตื่นนอนจึงเป็นกิจวัตรที่ดีมาก แต่จำเป็นต้องทราบว่าเราควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นจึงจะดีกว่ากัน?

แพทย์ต่างยืนยันว่าการดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้านั้นดีกว่า แม้ว่ามันจะไม่ค่อยถูกลิ้นสักเท่าไร คุณจะดื่มเปล่าๆ หรือจะหยดน้ำมะนาวลงไปสักนิดเพื่อเพิ่มรสชาติก็ยังได้ และการดื่มน้ำอุ่นไม่จำกัดแค่ในตอนเช้า แต่ยังมีประโยชน์เมื่อดื่มในเวลาอื่นๆ ลองอ่านบทความนี้ดูคุณจะทราบว่า การดื่มน้ำอุ่นมีประโยชน์กับร่างกายและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ อย่างไรได้บ้าง

Advertisement

 
ต่อไปนี้คือประโยชน์ 10 ประการที่ร่างกายจะได้รับจากการดื่มน้ำอุ่น

1. ช่วยย่อยอาหาร
เพื่อปรับปรุงการย่อยให้ดีขึ้น ลองดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ น้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นให้ต่อมย่อมอาหารทำงานได้อย่างถูกต้อง ช่วยจัดการกับอาหารในกระเพาะ ดังนั้นระบบย่อยก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ทั้งยังใช้พลังงานในกระบวนการย่อยน้อยลงด้วย

นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยกำจัดกรดส่วนเกินในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาความเป็นกลางของน้ำย่อยไว้นั่นเอง

จากการศึกษาในปี 2012 ที่ตีพิมพ์ในวารสารระบบประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว ได้รายงานว่าการดื่มน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการให้กับผู้ที่มีภาวะหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติได้ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการกลืนยาก สำลักอาหารและเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อกระตุก ผู้ที่มีความทุกข์ทรมานจากระบบย่อยอ่อนแอก็ควรดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกเมื่อตื่นนอนด้วย

2. บรรเทาอาการท้องผูก
การดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำในขณะที่ท้องว่างยังช่วยควบคุมการเคลื่อนตัวของลำไส้ และช่วยต่อสู้กับอาการท้องผูกได้

อาการท้องผูกเกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำในลำไส้น้อยเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้อุจจาระแข็งและแห้ง จึงถ่ายออกมาได้ยาก การดื่มน้ำอุ่นจึงช่วยบรรเทาอาการท้องผูกอย่างได้ผล

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างเป็นปกติ ช่วยย่อยสลายอาหารที่เหลืออยู่ให้หมดไป ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังช่วยลดอาการท้องอืด อาการปวดท้องอันเนื่องมากจากอาการท้องผูกได้

เพื่อต่อสู้กับอาการท้องผูก ขอแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน 1 แก้วทุกเช้าในเวลาท้องว่าง ลองหยดน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวลงไปในน้ำอุ่น ยิ่งช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อลำไส้ได้มากขึ้นไปอีก

3. บรรเทาอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอ เป็นอาการที่พบได้บ่อยเวลาลำคอเกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อ อันเกิดจากโรคหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ การดื่มน้ำอุ่นช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยให้รู้สึกสบายคอมากขึ้น อีกทั้งน้ำอุ่นยังช่วยละลายเสมหะที่ข้นเหนียว และขจัดออกมาจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการดื่มน้ำอุ่นเปล่าๆ คุณยังเปลี่ยนไปดื่มชาสมุนไพรแทนได้ อีกทั้งยังควรกลั้วปากด้วยน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว ผสมเกลือครึ่งช้อนชา เพื่อช่วยให้อาการเจ็บคอดีขึ้นและลดการติดเชื้อในลำคอได้ด้วย

4. ช่วยรักษาอาการคัดจมูก
การดื่มน้ำอุ่นเป็นอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมในการรักษาอาการคัดจมูก น้ำอุ่นช่วยทำความสะอาดโพรงจมูกทำให้รู้สึกโล่งขึ้น หายใจได้สะดวกไม่อึดอัด

เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่นๆ เข้าไป มันจะช่วยให้เสมะหรือน้ำมูกที่ข้นเหนียวอยู่ละลายแล้วขับออกทั้งจากในโพรงจมูกและทางเดินหายใจ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย ทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้นไปด้วย

5. ช่วยขจัดน้ำหนักส่วนเกิน
ผู้ที่กำลังควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดและออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็น การลดน้ำหนักจึงจะได้ผลดีกว่า

น้ำอุ่นช่วยเพิ่มอุณหภูมิบริเวณกลางลำตัวให้สูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหาร ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นไปอีก

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยลดไขมันในร่างกายลงได้ และเพื่อเพิ่มประโยชน์มากขึ้น ให้ลองดื่มน้ำอุ่นกับน้ำมะนาวสักเล็กน้อยทุกวันในตอนเช้า มันจะช่วยลดเนื้อเยื่อไขมันหรือไขมันในร่างกาย นอกจากนี้เส้นใยเพคตินในมะนาวยังช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้คุณกินอาหารมันๆ หรือไม่ดีต่อสุขภาพได้น้อยลงไปด้วย

6. ช่วยล้างพิษในร่างกาย
การดื่มน้ำอุ่นสามารถชำระชะล้างสารพิษในร่างกายออกไปได้ เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น 2-3 ถ้วย มันจะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ช่วยให้เหงื่อออกจึงรู้สึกเย็นลง ซึ่งเหงื่อที่ไหลออกมานี่ช่วยชะล้างสารพิษออกมาจากร่างกายนั่นเอง

การดื่มน้ำอุ่นทุกวันยังช่วยล้างพิษออกจากผิวพรรณได้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคผิวหนังชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สิวผื่น สิวเสี้ยน การดื่มน้ำโดยทั่วไปแล้วยังเหมาะสำหรับการล้างพิษและชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกาย ลองบีบน้ำมะนาวลงไปผสมกับน้ำอุ่นเล็กน้อยก่อนดื่ม จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้นไปอีก

7. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
แม้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลก แต่การดื่มน้ำอุ่นช่วยป้องกันและลดอาการปวดประจำเดือนได้ เพราะน้ำอุ่นช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูกที่กำลังหดตัว บรรเทาอาการเกร็งและกระตุกตัวของมดลูกได้ดี

นอกจากนี้ยังหยุดการเก็บกักน้ำ ป้องกันอาการเจ็บปวดในช่วงกำลังมีรอบเดือน ในครั้งต่อไปที่คุณเริ่มมีอาการปวดประจำเดือน ดื่มน้ำอุ่นสักแก้วช่วยบรรเทาอาการแล้วนำเอากระเป๋าน้ำร้อนวางประคบบริเวณท้องน้อย ก็จะยิ่งช่วยให้อาการปวดดีขึ้นด้วย

8. ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต
การดื่มน้ำอุ่นช่วยปรับการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น ซึ่งสำคัญเพราะช่วยให้เลือดนำส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไหลผ่านไปสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะทั่วร่างกาย การไหลเวียนโลหิตที่เหมาะสมสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท

เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายจะเผาผลาญ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตในร่างกายและยังล้างพิษที่เป็นอันตรายออกไปได้ โปรดหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นมากเกินไป เพราะอาจทำให้หลอดเลือดดำอุดตันได้

9. ช่วยให้แก่ช้าลง
การดื่มน้ำอุ่นดีต่อผิวพรรณอีกด้วยนะ เพราะมันช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ออกไปจากร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้เป็นต้นเหตุของริ้วรอยก่อนวัยและปัญหาสุขภาพต่างๆ

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว ทั้งยังช่วยฟื้นฟูและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวพรรณของคุณ ลองดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้วผสมน้ำมะนาวลงไปสักครึ่งลูก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการล้างพิษได้

10. ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ
หากคุณมีปัญหาการนอนหลับ ลองจิบน้ำอุ่นสักแก้วก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น น้ำอุ่นๆ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายขึ้น ช่วยระงับประสาท ทำให้ง่วงและสงบลงได้

นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากอาหารกลางดึกและทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อตื่นตอนเช้า

ข้อแนะนำในการดื่มน้ำอุ่น
ควรดื่มน้ำอุ่นเสมอ ไม่ควรร้อนจนเกินไป เพราะการดื่มน้ำร้อนอาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อในปากและหลอดอาหารได้
หลังจากน้ำเดือดแล้ว ปล่อยให้เย็นลงสักครู่จึงค่อยดื่ม
ดื่มน้ำอุ่นเสมอหลังจากทานอาหาร หากคุณดื่มน้ำเย็น ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยอาหารลดลง
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอุ่นหลังการออกกำลังกาย เพราะในขณะนั้นร่างกายมีอุณหภูมิสูงมากอยู่แล้ว

อาหารไม่ย่อย

โพสต์8 ก.พ. 2561 07:38โดยSanan Wongphimol   [ อัปเดต 8 ก.พ. 2561 19:44 ]

อาหารไม่ย่อย

Indigestion
 

อาหารไม่ย่อยเป็นภาวะที่แสดงออกด้วยอาการปวดท้อง ไม่สบายในช่องท้องส่วนบนหรือหน้าอก ที่มักจะเกิดหลังจากการรับประทานอาหาร บางคนอาจเรียกภาวะนี้ว่าโรคกระเพาะอาหาร
 

 อาการของอาหารไม่ย่อย

ความผิดปกติจากภาวะอาหารไม่ย่อยอาจมีอาการหลายอย่าง ได้แก่ ความรู้สึกปวดแน่นไม่สบายในช่องท้องส่วนบน แสบร้อนที่หน้าอก ท้องอืดเฟ้ออยากเรอ เบื่ออาหาร ทั้งนี้ระดับอาการของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก มีทั้งที่เป็นชั่วครั้งชั่วคราวหรือเป็นต่อเนื่องเรื้อรังขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ดังนั้นหากคุณดูแลรักษาอาการด้วยตนเองแล้วยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ก็ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบอาการซึ่งบ่งชี้ถึงความผิดปกติที่ร้ายแรงร่วมด้วย ดังนี้

•   น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

•   ถ่ายดำเหลว (คล้ายน้ำมันดิน) และมีกลิ่นเหม็นมาก

•   กลืนลำบาก อาเจียนบ่อยหรืออาเจียนมีเลือดปน

•   หายใจหอยเหนื่อยและเหงื่อออก

•   มีอาการครั้งแรกในขณะที่มีอายุ 55 ปีหรือมากกว่าและยังมีอาการต่อเนื่อง
 
สาเหตุของอาหารไม่ย่อย

อาการอาหารไม่ย่อยอาจเกิดจากการอักเสบของชั้นเยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร หลอดอาหารและลำไส้ ซึ่งอาจถูกกระตุ้นจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ภาวะเครียด การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาแอสไพริน ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) การรับประทานอาหารบางอย่าง เช่น อาหารรสเผ็ด อาหารไขมันสูง การมีน้ำหนักตัวมากเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งไปเพิ่มแรงดันต่อกระเพาะอาหารและนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อย
 
 
ความเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุของอาการอาหารไม่ย่อย

•   การมีแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารได้ทำความเสียหายต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร
•   เชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่อาศัยอยู่ในชั้นเยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร สามารถเพิ่มความเสียหายต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ โดยทำให้การผลิตกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น
•   มะเร็งกระเพาะอาหารก็ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยได้เช่นกัน
 
การตั้งครรภ์กับอาการอาหารไม่ย่อย

หญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ และเกิดจากแรงดันต่อกระเพาะอาหารอันเนื่องมาจากขนาดมดลูกที่โตขึ้น

การตรวจวินิจฉัยอาการอาหารไม่ย่อย

หลังจากสอบถามประวัติอาการและตรวจร่างกายแล้ว เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอน แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori ด้วยการทดสอบจากลมหายใจหรือตรวจจากอุจจาระ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) หรือการกลืนแป้งแบเรียมเอ็กซเรย์ (Barium swallowing X-ray) เพื่อแสดงสภาพด้านในของกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การรักษาอาการอาหารไม่ย่อย

คุณสามารถดูแลตนเองเพื่อบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยได้ด้วยการลดน้ำหนักตัวที่มากเกิน ไม่รับประทานอาหารมากและเร็วเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ หยุดสูบบุหรี่ ลดความเครียด นอนในท่าศีรษะสูง รับประทานอาหารไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอนในกรณีที่คุณเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารอยู่

การใช้ยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยด้วยตนเอง

ยาสะเทินฤทธิ์กรด (Antacid) เช่น ยา Aluminium hydroxide สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยปฏิกิริยาเคมีซึ่งจะไปลดความเป็นกรดของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร แต่ยาจะได้ผลช่วงเวลาสั้นๆ จึงต้องกินยาบ่อยๆ ซึ่งหากคุณใช้ยากลุ่มนี้แล้วได้ผลไม่ดี ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มปิดกั้นตัวรับฮิสตามีนชนิด H2 (H2 receptor antagonists) เช่น ยา Ranitidine ที่จะลดปริมาณกรดที่หลั่งจากกระเพาะอาหารลงได้ และถ้ายังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร คุณก็สามารถเลือกยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ไปยับยั้งการขับโปรตอนของเซลล์ในกระเพาะอาหาร (Proton pump inhibitors) เช่น ยา Omeprazole ซึ่งจะไปยับยั้งกระบวนการหลั่งกรดของกระเพาะอาหารทำให้กรดในกระเพาะอาหารลดลง

ยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยที่สั่งใช้โดยแพทย์

ถ้าอาการยังมีต่อเนื่องหลังจากการใช้ยา Proton pump inhibitors แล้ว 2 สัปดาห์ คุณควรปรึกษาแพทย์ซึ่งอาจสั่งใช้ยากลุ่มที่เพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Prokinetic drugs) ซึ่งสามารถลดอาการด้วยการทำให้อาหารผ่านกระเพาะอาหารไปได้อย่างรวดเร็ว และหากตรวจพบว่าคุณมีการติดเชื้อ Helicobacter pylori ร่วมด้วยแล้ว แพทย์ก็จะแนะนำให้รักษาด้วยการใช้ยา 3 ชนิดร่วมกัน ประกอบด้วยยา Proton pump inhibitor และยาปฏิชีวนะอีก 2 ตัว

การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

การบำบัดด้วยการพูดคุย เช่น การบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy) อาจช่วยลดอาการในผู้ป่วยบางรายได้ ส่วนการใช้การผ่าตัดไม่ค่อยนำมาใช้ในการรักษาอาการอาหารไม่ย่อย ยกเว้นว่าไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแล้ว

ที่มา : https://www.aetna.co.th/

อาหารเสริมสุขภาพ

โพสต์8 ก.พ. 2561 07:34โดยSanan Wongphimol

อาหารเสริมสุขภาพ
(Functional foods)

    อาหารเสริมสุขภาพ คือ อาหารซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นในระดับสูง หรือสารที่บางอย่างเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยอาจรวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระ, อาหารเส้นใย, กรดไขมัน, Prebiotics และProbiotics

   โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงความแตกต่างของสารอาหาร และหลักฐานต่างๆที่สนับสนุนว่าสารอาหารเหล่านี้มีประโยชน์จริง


 

1. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)
     สารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารที่ช่วยลดการทำลายเซลล์ที่มีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระ เช่น เบต้า-แคโรทีน, ไลโคปีน, เซเลเนี่ยม และวิตามินเอ ซี และอี ซึ่งพบได้ในผลไม้, ผัก, ถั่ว, เนื้อสัตว์ และปลา อาหารบางอย่างมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น บลูเบอรี่ และโกจิเบอรี่ ซึ่งสารต้นอนุมูลอิสระนั้นจะช่วยป้องกันโรครวมไปถึงมะเร็งด้วย อย่างไรก็ตามการทดลองนี้ทำในสัตว์ และยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ใดๆ นอกจากนั้นหากกินอาหารเสริมวิตามิน เอ และอีมากเกินไปจะทำให้เกิดอันตรายได้

    แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระจะยังไม่ชัดเจน แต่การกินผัก และผลไม้ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยได้(รวมไปถึงโรคมะเร็ง)

2. Prebiotics
    Prebiotics คือ คาร์โบไฮเดรตที่ระบบอาหารย่อยของเราไม่สามารถย่อยได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ในการใช้เพื่อเจริญเติบโต ซึ่งจะช่วยป่องกันแบคทีเรียอื่นๆที่สร้างอันตายต่อลำไส้ของคุณ Prebiotics พบได้ในอาหาร เช่น กระเทียม, หัวหอม และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น และผลิตภัณฑ์จำพวกโยเกิร์ต

3. Probiotics
     Probiotics คือ แบคทีเรียที่ยังมีชีวิตซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ซึ่งสามารถพบได้ในโยเกิร์ต อีกทั้งยังพบว่า Probiotics สามารถช่วยรักษาผู้ป่วยที่ท้องเสียจากการได้รับยาปฏิชีวินะได้ด้วย

4. กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acids)
     บางงานวิจัยแนะนำว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 อาจช่วยในการป้องกันโรคหัวใจได้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนต้องอาศัยการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป กรดไขมันโอเมก้า-3สามารถพบได้ในน้ำมันปลา เช่น แมคเคอเรล, ทูน่า และแซลมอน พบว่าสำคัญต่อหญิงตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร เพราะสารนี้จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพที่แข็งแรงได้

     ปริมาณที่แนะนำให้กิน คือ กินให้ได้เป็นครึ่งหนึ่งของปลาที่กินในหนึ่งอาทิตย์ แต่หากกำลังตั้งครรภ์ไม่ควรกินปริมาณมากเกินไป เพราะในปลาอาจมีสารพิษซึ่งจะสะสม และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
ที่มา : https://www.aetna.co.th/

การบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT)

โพสต์8 ก.พ. 2561 07:31โดยSanan Wongphimol

        CBT เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำจิตบำบัดระยะสั้นที่จะช่วยปรับเปลี่ยนความคิดที่เป็นไปในทางลบ รวมถึงความรู้สึกและพฤติกรรม ซึ่งเป็นรูปแบบที่ถูกนำมาใช้บ่อยในการบำบัดรักษาภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า
 
        CBT เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำจิตบำบัดระยะสั้นซึ่งปกติจะใช้เวลาในการบำบัด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ต่อเนื่องทุกทุกสัปดาห์ โดยอาจมีทั้งการบำบัดรายบุคคลและการทำกลุ่มบำบัดร่วมด้วย จำนวนครั้งของการบำบัดขึ้นอยู่กับสภาพและความพร้อมของผู้รับการบำบัด แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่งโมง


ส่วนใหญ่แล้ว CBT จะนำไปใช้บำบัดภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า อย่างไรก็ดี CBT ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในภาวะต่างๆดังต่อไปนี้ได้ด้วย

·   โรคตื่นตระหนก (panic disorders)
·   ความผิดปกติเกี่ยวกับการกิน (eating disorders)
·   โรคย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compulsive disorder)
·   โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (bipolar disorder)
·   โรคหวาดกลัว (phobias)
·   ภาวะเครียด (stress)
·   ภาวะเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (post-traumatic stress disorder)
·   โรคจิตเภท (schizophrenia)
·   ภาวะหมกมุ่นกับปัญหารูปลักษณ์ (body dysmorphic disorder)
·   ปัญหาด้านสัมพันธภาพหรือด้านเพศสัมพันธ์ (sexual or relationship issues)
·   ปัญหาการจัดการกับอารมณ์โกรธ
·   ปัญหาการนอนหลับ
·   ปัญหาการเจ็บปวดเรื้อรัง
 
สิ่งที่เกิดขึ้นในการกระบวนการทำ CBT

    ในการเริ่มต้น ผู้เชี่ยวชาญในการบำบัด CBT จะซักถามถึงพื้นฐานอารมณ์และความรู้สึกในปัจจุบันขณะของคุณ จากนั้นจะพยายามร่วมกันกับคุณในการกำหนดประเด็นปัญหาที่คุณกำลังเผชิญและต้องการแก้ไข

    คุณจะได้เรียนรู้วิธีการขบย่อยปัญหาให้เล็กลง เพื่อที่จะได้สามารถมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนและเห็นการเชื่อมโยงของปัญหาเหล่านั้นว่ากระทบต่อตัวคุณอย่างไร

    ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เทคนิคการบำบัดที่จะสามารถบอกกระบวนการทางความคิดของคุณว่าเป็นอย่างไร และด้วยวิธีคิดเช่นนั้นได้นำคุณไปสู่ปัญหาด้านอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมอย่างไร คุณจะได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากด้านลบไปสู่ด้านบวก ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถปรับพฤติกรรมไปในทางที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

    คุณจะได้รับการแนะนำให้จดบันทึกประจำวัน เพื่อให้คุณเห็นวิธีการที่คุณมีปฏิกิริยาตอบสนองในสถานการณ์ต่างๆ การจดบันทึกและอ่านบันทึกนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นอย่างเข้าใจในรูปแบบวิธีคิด อารมณ์ ความรู้สึกและการแสดงออกของตนเอง ซึ่งจะสะท้อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดและการกระทำเหล่านี้เป็นประโยชน์และมีความเหมาะสมหรือไม่

    ผู้เชี่ยวชาญอาจจะขอให้คุณกลับไปเรียนรู้บางสิ่งที่บ้าน เช่น การอ่านเอกสารให้ความรู้และทดสอบเทคนิคบางอย่างที่คุณได้เรียนรู้ หรือค่อยๆ ฝึกทักษะในการเผชิญกับบางสิ่งที่คุณกลัว การฝึกปรับเปลี่ยนความคิดด้านลบด้วยด้านบวกก็จะเป็นบทฝึกที่จะขอให้คุณทำทุกวัน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักแต่ด้วยอาศัยเทคนิคการบำบัดของ CBT ที่จะช่วยให้คุณได้ลองตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ ด้วยพฤติกรรมที่ต่างกัน ก็จะช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนตนเองได้ และแน่นอนว่าคุณจะไม่ถูกบังคับให้ทำอะไรที่จะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ

    CBT มีเป้าหมายที่จะให้คุณมองเห็นและเข้าใจตนเองเพื่อปรับคุณภาพชีวิตของตัวคุณเองให้ดีขึ้น เมื่อการบำบัดสิ้นสุดลง คุณจะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตของคุณเองอย่างต่อเนื่องต่อไป
ที่มา : https://www.aetna.co.th/

ดื่มอย่างไรเกิดภัยรอบด้าน?

โพสต์8 ก.พ. 2561 07:23โดยSanan Wongphimol   [ อัปเดต 8 ก.พ. 2561 07:30 ]

การดื่มอย่างหนักนั้นหมายถึงการดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากในช่วงเวลาสั้นหรือการดื่มจนเมามาย 

อย่างไรคือน้อย? มากแล้วเป็นอย่างไร?

        การแสดงให้เห็นว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณต่างๆ จะส่งผลต่ออารมณ์ สติสัมปชัญญะและร่างกายของคุณได้เพียงใดในบทความนี้ จะใช้การดื่มแอลกอฮอล์มาตรฐานเพื่ออ้างอิงเปรียบเทียบ โดยใช้การดื่มไวน์ขาวความเข้มข้น 12 เปอร์เซ็นต์(175 มล.) และการดื่มกับเบียร์ลาเกอร์ความเข้มข้น 4 เปอร์เซ็นต์ (1 ไพน์ หรือประมาณ 568 มล.)


ไวน์ขาว 1 แก้วหรือเบียร์ 1 ไพน์ (ประมาณ 2 หน่วย) 
· คุณจะช่างเจรจาและรู้สึกผ่อนคลาย
· ความมั่นใจของคุณเพิ่มมากขึ้น
· ความสามารถในการขับรถลดลง ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่คุณต้องขับรถ     
 ไวน์ขาว 2 แก้วหรือเบียร์ 2 ไพน์ (ประมาณ 4 หน่วย) 
· การไหลเวียนเลือดของคุณเพิ่มขึ้น
· ความยับยั้งชั่งใจของคุณลดลงและสมาธิของคุณสั้นลง
· ร่างกายเริ่มเกิดภาวะสูญเสียน้ำซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเมาค้าง
ไวน์ขาว 3 แก้วหรือเบียร์ 3 ไพน์ (ประมาณ 6 หน่วย) 
· ปฏิกิริยาตอบสนองของคุณช้าลง
· ตับของคุณต้องทำงานหนักขึ้น
· แรงขับทางเพศของคุณอาจเพิ่มขึ้น ในขณะที่วิจารณญาณในการตัดสินใจของคุณอาจลดลง
ไวน์ขาว 4 แก้วหรือเบียร์ 3 ไพน์ครึ่ง (ประมาณ 8 หน่วย) 
· คุณรู้สึกสับสนได้ง่าย
· คุณแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเห็นได้ชัด
· แรงขับทางเพศและความสามารถของคุณในเวลานี้อาจลดลง
        โปรดจำไว้ด้วยว่าสำหรับบางคน (กลุ่มคนที่อายุยังน้อย คนที่ตัวเล็กและผู้หญิง) จะแสดงอาการเหล่านี้ได้ แม้ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยปริมาณน้อยกว่าที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีความทนทานต่อแอลกอฮอล์แล้วคุณอาจพบว่าผลพวงของการดื่มเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณ ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีกับตัวคุณเลย ดังนั้นในกรณีเช่นนี้ ให้พิจารณาว่าถึงเวลาที่คุณจะลดการดื่มหรือยัง หรือคุณจำเป็นต้องมองหาความช่วยเหลือหรือไม่ ก่อนที่การดื่มจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข
ที่มา: https://www.aetna.co.th/

1-7 of 7