การบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT)

โพสต์8 ก.พ. 2561 07:31โดยSanan Wongphimol
        CBT เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำจิตบำบัดระยะสั้นที่จะช่วยปรับเปลี่ยนความคิดที่เป็นไปในทางลบ รวมถึงความรู้สึกและพฤติกรรม ซึ่งเป็นรูปแบบที่ถูกนำมาใช้บ่อยในการบำบัดรักษาภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า
 
        CBT เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำจิตบำบัดระยะสั้นซึ่งปกติจะใช้เวลาในการบำบัด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ต่อเนื่องทุกทุกสัปดาห์ โดยอาจมีทั้งการบำบัดรายบุคคลและการทำกลุ่มบำบัดร่วมด้วย จำนวนครั้งของการบำบัดขึ้นอยู่กับสภาพและความพร้อมของผู้รับการบำบัด แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่งโมง


ส่วนใหญ่แล้ว CBT จะนำไปใช้บำบัดภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า อย่างไรก็ดี CBT ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในภาวะต่างๆดังต่อไปนี้ได้ด้วย

·   โรคตื่นตระหนก (panic disorders)
·   ความผิดปกติเกี่ยวกับการกิน (eating disorders)
·   โรคย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compulsive disorder)
·   โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (bipolar disorder)
·   โรคหวาดกลัว (phobias)
·   ภาวะเครียด (stress)
·   ภาวะเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (post-traumatic stress disorder)
·   โรคจิตเภท (schizophrenia)
·   ภาวะหมกมุ่นกับปัญหารูปลักษณ์ (body dysmorphic disorder)
·   ปัญหาด้านสัมพันธภาพหรือด้านเพศสัมพันธ์ (sexual or relationship issues)
·   ปัญหาการจัดการกับอารมณ์โกรธ
·   ปัญหาการนอนหลับ
·   ปัญหาการเจ็บปวดเรื้อรัง
 
สิ่งที่เกิดขึ้นในการกระบวนการทำ CBT

    ในการเริ่มต้น ผู้เชี่ยวชาญในการบำบัด CBT จะซักถามถึงพื้นฐานอารมณ์และความรู้สึกในปัจจุบันขณะของคุณ จากนั้นจะพยายามร่วมกันกับคุณในการกำหนดประเด็นปัญหาที่คุณกำลังเผชิญและต้องการแก้ไข

    คุณจะได้เรียนรู้วิธีการขบย่อยปัญหาให้เล็กลง เพื่อที่จะได้สามารถมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนและเห็นการเชื่อมโยงของปัญหาเหล่านั้นว่ากระทบต่อตัวคุณอย่างไร

    ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เทคนิคการบำบัดที่จะสามารถบอกกระบวนการทางความคิดของคุณว่าเป็นอย่างไร และด้วยวิธีคิดเช่นนั้นได้นำคุณไปสู่ปัญหาด้านอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมอย่างไร คุณจะได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากด้านลบไปสู่ด้านบวก ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถปรับพฤติกรรมไปในทางที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

    คุณจะได้รับการแนะนำให้จดบันทึกประจำวัน เพื่อให้คุณเห็นวิธีการที่คุณมีปฏิกิริยาตอบสนองในสถานการณ์ต่างๆ การจดบันทึกและอ่านบันทึกนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นอย่างเข้าใจในรูปแบบวิธีคิด อารมณ์ ความรู้สึกและการแสดงออกของตนเอง ซึ่งจะสะท้อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดและการกระทำเหล่านี้เป็นประโยชน์และมีความเหมาะสมหรือไม่

    ผู้เชี่ยวชาญอาจจะขอให้คุณกลับไปเรียนรู้บางสิ่งที่บ้าน เช่น การอ่านเอกสารให้ความรู้และทดสอบเทคนิคบางอย่างที่คุณได้เรียนรู้ หรือค่อยๆ ฝึกทักษะในการเผชิญกับบางสิ่งที่คุณกลัว การฝึกปรับเปลี่ยนความคิดด้านลบด้วยด้านบวกก็จะเป็นบทฝึกที่จะขอให้คุณทำทุกวัน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักแต่ด้วยอาศัยเทคนิคการบำบัดของ CBT ที่จะช่วยให้คุณได้ลองตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ ด้วยพฤติกรรมที่ต่างกัน ก็จะช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนตนเองได้ และแน่นอนว่าคุณจะไม่ถูกบังคับให้ทำอะไรที่จะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ

    CBT มีเป้าหมายที่จะให้คุณมองเห็นและเข้าใจตนเองเพื่อปรับคุณภาพชีวิตของตัวคุณเองให้ดีขึ้น เมื่อการบำบัดสิ้นสุดลง คุณจะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตของคุณเองอย่างต่อเนื่องต่อไป
ที่มา : https://www.aetna.co.th/
Comments